9 กันยายน 2568
8 กันยายน 2568 นายแพทย์สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายและขยายผลนวัตกรรมทางการแพทย์และสุขภาพไทยสู่ตลาดภาครัฐ พร้อมด้วย ศ.ดร. ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นางนริศา มัณฑางกูร ผู้อำนวยการโปรแกรมบริหารและพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องมือแพทย์ฯ TCELS ผู้แทนจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) มูลนิธิเพื่อการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP) ผู้แทนสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ผู้แทนองค์การเภสัชกรรม และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมลงพื้นที่เยี่ยมชมการให้บริการวัคซีนป้องกันโรคไอกรนชนิดไร้เซลล์ (aP Vaccine) ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ณ โรงพยาบาลเพชรเวช โดยได้รับเกียรติจาก นพ. ประภาส ลี้สุทธิพรชัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาล และคณะบุคลากรโรงพยาบาล ให้การต้อนรับรวมถึงนำเสนอข้อมูลการให้บริการ aP Vaccine แก่หญิงตั้งครรภ์ของโรงพยาบาล
.
การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายและขยายผลนวัตกรรมทางการแพทย์และสุขภาพไทยสู่ตลาดภาครัฐ ครั้งที่ 10/2568 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนนวัตกรรมทางการแพทย์ไทยให้สามารถขยายผลเข้าสู่การใช้งานในระบบสาธารณสุข ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงระบบบริการสาธารณสุขของประชาชนได้อย่างแพร่หลาย
.
สำหรับการให้บริการวัคซีนป้องกันโรคไอกรนชนิดไร้เซลล์ (aP Vaccine) ซึ่งเป็นวัคซีนที่ฉีดให้กับหญิงตั้งครรภ์ในช่วงสัปดาห์ที่ 20 - 32 เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับทารกแรกเกิด ผู้แทนบริษัท ไบโอเนท-เอเชีย จำกัด บริษัทไทยผู้พัฒนาและผลิตนวัตกรรม aP Vaccine ได้นำเสนอภาพรวมการกระจายวัคซีนดังกล่าวในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งในปี 2567 มีอัตราการฉีด (coverage) คิดเป็นประมาณ 47% ของการให้กำเนิดเด็กทารกในประเทศไทย และเมื่อรวมกับการฉีดให้หญิงตั้งครรภ์ภายใต้สิทธิอื่นทั้งหมด จะมีอัตรา coverage ประมาณ 79% ในส่วนของโรงพยาบาลเพชรเวช เป็นหนึ่งในโรงพยาบาลเอกชนจำนวน 15 แห่ง หรือคิดเป็น 2% ของจำนวนสถานพยาบาลทั้งหมดที่ให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไอกรนชนิดไร้เซลล์ (aP Vaccine) ในหญิงตั้งครรภ์ตามแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ซึ่งจากรายงานผลการดำเนินงานของโรงพยาบาล ยังพบว่ามีประเด็นความท้าทายในเรื่องการบริหารจัดการด้านระบบโลจิสติกส์ นอกจากนี้ ผู้แทน HITAP ได้นำเสนอความก้าวหน้าการศึกษาเพื่อประเมินผลกระทบของนวัตกรรมและความคุ้มค่าของการให้วัคซีนไอกรนในหญิงตั้งครรภ์ในประเทศไทย พบว่าหญิงตั้งครรภ์ในกลุ่มตัวอย่างกว่า 80% ทราบถึงสิทธิการได้รับ aP Vaccine และพบว่าจังหวัดที่มี coverage สูงสุดสองอันดับแรก ได้แก่ สงขลา และ แพร่ ซึ่งอาจเป็นผลจากการที่มีสัดส่วนหญิงตั้งครรภ์ภายใต้สิทธิ สปสช. ค่อนข้างสูง เทียบกับจังหวัดที่ยังมี coverage ไม่มากนักและยังต้องสร้างการรับรู้และขยายจำนวนการให้บริการ ซึ่งประเด็นความท้าทายรวมถึงข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในมิติต่างๆ TCELS จะได้นำไปประสานการทำงานฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อพัฒนากลไกการขับเคลื่อนและขยายผลนวัตกรรมไทยสู่ตลาดภาครัฐต่อไป
.
TCELS ให้ความสำคัญต่อการดำเนินงานขับเคลื่อนนวัตกรรมทางการแพทย์และสุขภาพไทยให้ถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างสูงสุด และสามารถนำไปขยายผลได้อย่างครอบคลุมทุกมิติทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งการส่งเสริมให้เทคโนโลยีที่พัฒนาโดยนวัตกรไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืนในตลาดอาเซียน