GMP และ HACCP ต่างกันอย่างไร?

8 กรกฎาคม 2563

          สำหรับผลิตภัณฑ์ยา อาหารเสริม และเครื่องสำอาง คำว่า GMP น่าจะเป็นที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคยกัน โดย GMP ย่อมาจาก Good Manufacturing Practice หรือกระบวนการผลิตที่ดีหรือมีมาตรฐาน เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ยา อาหารเสริม และเครื่องสำอาง นั้นมีความปลอดภัย ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายและสุขภาพ
 


มาตรฐาน GMP
            GMP สามารถแบ่งออกเป็น GMP สุขลักษณะทั่วไป (General GMP) และ GMP เฉพาะผลิตภัณฑ์ (Specific GMP) โดยหลักการของ GMP จะครอบคลุมตั้งแต่สถานที่ตั้งของสถานประกอบการ โครงสร้างอาคาร กระบวนการผลิตที่ดีมีความปลอดภัย และมีคุณภาพได้มาตรฐานทุกขั้นตอน นับตั้งแต่เริ่มต้นวางแผนการผลิต ระบบควบคุมตั้งแต่วัตถุดิบ ระหว่างการผลิต ผลิตภัณฑ์สําเร็จรูป การจัดเก็บ การควบคุมคุณภาพ และการขนส่งจนถึงผู้บริโภค นอกจากนี้ ยังรวมถึงมีระบบบันทึกข้อมูล ตรวจสอบและติดตามผลคุณภาพผลิตภัณฑ์รวมถึงระบบการจัดการที่ดีในเรื่องสุขอนามัย (sanitation and hygiene) เพื่อให้ผลิตภัณฑ์คุณภาพ และปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค โดย GMP นับเป็นระบบประกันคุณภาพพื้นฐานก่อนที่จะพัฒนาไปสู่ระบบประกันคุณภาพอื่น ๆ เช่น HACCP (Hazards Analysis and Critical Control Points)

มาตรฐาน HACCP
            HACCP ย่อมาจาก Hazard Analysis Critical Control Point ซึ่งหมายถึงการวิเคราะห์อันตราย โดยเป็นการป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นในแต่ละขั้นตอนกระบวนการผลิต มีการดำเนินงานเชิงวิทยาศาสตร์เพื่อใช้ในการวิเคราะห์และป้องกันไม่ให้มีการปนเปื้อนของสารเคมี หรือสิ่งสกปรกใดๆ มีการศึกษาถึงอันตรายและหาทางป้องกันล่วงหน้า ตลอดจนมีการตรวจสอบอยู่เสมอว่ามาตรการป้องกันดังกล่าวมีประสิทธิภาพตลอดเวลา
            ดังนั้น จะเห็นได้ว่า GMP คือการรับรองกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน ในขณะที่ HACCP คือกระบวนการที่จะยืนยันว่ากระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐานนั้นไม่มีการปนเปื้นจากสารเคมีหรือสิ่งสกปรกต่าง ๆ ที่จะส่งผลเสียต่อสุขภาพของผู้บริโภค ทั้งนี้ การรับรองต่างๆ ก็จะแตกต่างกันไปอีกในแต่ละประเภทของผลิตภัณฑ์ไม่ว่าจะเป็น ยา เวชภัณฑ์ เครื่องสำอาง และอาหาร ซึ่งผลิตภัณฑ์เหล่านี้เป็นสิ่งที่ร่างกายเรารับเข้าไปโดยตรง ดังนั้น เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภค ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์อาหาร ยา และเครื่องสำอาง ควรศึกษากฎระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ได้รับการรับรองทั้ง GMP และ HACCP โดยประโยชน์ที่ผู้ประกอบการจะได้รับจากการผลิตที่มีมาตรฐานและคุณภาพ อาทิ

  • ต้นทุนการผลิตลดลง เนื่องจากลดต้นทุนในการผลิตสินค้าใหม่ (เพื่อให้ได้มาตรฐาน) และลดต้นทุนที่จะโดนค่าปรับ (กรณีผลิตสินค้าไม่ได้มาตรฐาน) นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต
  • สร้างชื่อเสียงให้แก่กิจการในแง่การให้ความใส่ใจและการรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของกิจการอย่างยั่งยืน
Chat

เครื่องมือช่วยเหลือ

ขนาดตัวอักษร

ก ก ก