การเปิดร้านขายยาอาจมีทั้งร้านขายยาที่เจ้าของเปิดเอง หรือร้านขายยาที่เป็นแฟรนไชส์ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นแบบใดการเปิดร้านขายยาสามารถดำเนินการได้ทั้งในรูปแบบบุคคลธรรมดา และรูปแบบนิติบุคคล ซึ่งรูปแบบการประกอบกิจการที่ต่างกันมีผลต่อหน้าที่ในการทำบัญชีและการเสียภาษีที่แตกต่างกันดังนี้
- ร้านขายยารูปแบบบุคคลธรรมดา ไม่มีหน้าที่ต้องจัดทำบัญชีตาม พ.ร.บ. การบัญชี พ.ศ. 2543 และเสียภาษีตามฐานเงินได้พึงประเมิน ตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
- ร้านขายยารูปแบบนิติบุคคล มีหน้าที่ต้องจัดทำบัญชีตาม พ.ร.บ. การบัญชี พ.ศ. 2543 และเสียภาษีตามฐานกำไรสุทธิ ตามอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล
รายได้และค่าใช้จ่ายของร้านขายยา
รายได้ของร้านขายยาประกอบด้วย
- รายได้จากการขายยาซึ่งเกิดจากการขายให้ผู้ค้าปลีกและขายให้แก่ผู้บริโภคทั่วไป
- รายได้จากการส่งเสริมการขายได้แก่ เงินอุดหนุน เงินสนับสนุน เงินช่วยเหลือ เงินส่วนลด ซึ่งผู้ผลิตหรือผู้จัดจำหน่ายมอบให้แก่ร้านค้าเนื่องจากมีการซื้อสินค้าเพื่อนำไปขายต่อ
- รายได้ค่าบริการคัดกรองเบื้องต้นกรณีทำสัญญาเข้าร่วมโครงการพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังต่อเนื่องของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กับสมาคมเภสัชกรรมชุมชน (ประเทศไทย)
- รายได้อื่น ๆ เช่น รายได้ดอกเบี้ย กำไรขาดทุนจากการจำหน่ายสินทรัพย์
ค่าใช้จ่ายของร้านขายยาประกอบด้วย
- ต้นทุนขาย ซึ่งเป็นต้นทุนของสินค้าที่จำหน่ายไปในระหว่างงวด
- เงินเดือน ค่าจ้างและสวัสดิการเพิ่มอื่น ๆ
- ค่าสาธารณูปโภค
- ค่าใบประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม (Licensed Pharmacy)
- ค่าทำบัญชี และค่าสอบบัญชี
- ค่าเสื่อมราคา และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ
สำหรับร้านขายยาที่เป็นบุคคลธรรมดาและไม่ได้เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (เช่น รายรับไม่ถึง 1.8 ล้านบาท) มีหน้าที่ต้องทำบัญชีหรือรายงานรายได้และรายจ่ายเป็นประจำวัน แต่ไม่ต้องจัดทำงบการเงิน ตามมประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 161) ในขณะที่ร้านยาที่เป็นนิติบุคคล มีหน้าที่ต้องจัดทำงบการเงินตาม พ.ร.บ. การบัญชี พ.ศ. 2543 ได้แก่ งบดุล งบกำไรขาดทุน และงบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของเจ้าของ และต้องมีผู้สอบบัญชีรับอนุญาตตรวจสอบและรับรองบัญชี
ร้านขายยาและการเสียภาษี
1. ในกรณีที่ร้านขายยามีลักษณะเป็นบุคคลธรรมดา จะมีหน้าที่ในการเสียภาษีเช่นเดียวกับบุคคลธรรมดาทั่วไป โดยคำนวณภาษีจากฐานเงินได้พึงประเมินดังนี้
- ประเภทของเงินได้: รายได้จากการขาย หรือได้รับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับที่สามารถคำนวณได้เป็นเงินซึ่งได้รับจริงตามเกณฑ์เงินสด กิจการต้องนำมารวมเป็นเงินได้พึงประเมิน ซึ่งเงินได้ของรายขายยานั้น นับเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(8) เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่ง หรือการอื่นที่มิได้ระบุในประเภท 1 - 7 ตามประมวลรัษฎากร
- ค่าใช้จ่าย: ในการหักค่าใช้จ่ายสำหรับเงินได้ประเภท 40(8) นั้นสามารถทำได้ 2 วิธีคือ (1) หักค่าใช้จ่ายเป็นเหมาร้อยละ 60 หรือ (2) หักค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงตามความจำเป็นและสมควร โดยต้องมีหลักฐานยืนยัน
- ค่าลดหย่อน: สามารถหักค่าลดหย่อนเพิ่มเติมอาทิ ค่าลดหย่อนส่วนตัว เบี้ยประกันชีวิต ดอกเบี้ยเพื่อที่อยู่อาศัย เป็นต้น
- คำนวณเงินได้สุทธิจาก เงินได้พึงประเมินหักค่าใช้จ่าย หักค่าลดหย่อน เพื่อเสียภาษีตามอัตราที่กำหนด โดยให้เปรียบเทียบภาษีที่คำนวณได้กับร้อยละ 0.5 ของเงินได้พึงประเมิน และให้เสียภาษีจากจำนวนที่คำนวณได้สูงกว่า
- อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับปีภาษี 2561
| เงินได้สุทธิต่อปี |
อัตราภาษี |
| 0 – 150,000 บาท |
ได้รับการยกเว้น |
| 150,001 – 300,000 บาท |
ร้อยละ 5 |
| 300,001 – 500,000 บาท |
ร้อยละ 10 |
| 500,001 – 750,000 บาท |
ร้อยละ 15 |
| 750,001 – 1,000,000 บาท |
ร้อยละ 20 |
| 1,000,001 – 2,000,000 บาท |
ร้อยละ 25 |
| 2,000,001 – 5,000,000 บาท |
ร้อยละ 30 |
| ตั้งแต่ 5,000,001 บาทขึ้นไป |
ร้อยละ 35 |
- การยื่นแบบเสียภาษี:
- ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปี (ภ.ง.ด. 94) เฉพาะเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 5 – 8 ที่ได้รับตั้งแต่มกราคม ถึงมิถุนายน ภายในเดือนกันยายนของปีภาษี และ
- ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสิ้นปี (ภ.ง.ด. 90) สำหรับเงินได้พึงประเมินทุกประเภท ที่ได้รับตั้งแต่มกราคม ถึงธันวาคม ภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป
2. ในกรณีที่ร้านขายยามีลักษณะเป็นนิติบุคคล ไม่ว่าจะเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล จะมีหน้าที่ในการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยคำนวณภาษีจากฐานกำไรสุทธิดังนี้
- รายได้: คำนวณจากรายได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่ได้รับหรือพึงได้รับในรอบระยะเวลา บัญชี ตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร
- หัก รายจ่ายและรายจ่ายพึงต้องจ่าย ในระยะเวลาบัญชีตามมาตรา 65 ทวิ และ 65 ตรี แห่ง ประมวลรัษฎากร
- คำนวณกำไรสุทธิจาก รายได้หักรายจ่ายและรายจ่ายพึงต้องจ่าย เพื่อเสียภาษีตามอัตราที่กำหนด
- อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับปีภาษี 2561
| ช่วงกำไรสุทธิ |
สำหรับ SME |
สำหรับ non-SME |
| ไม่เกิน 300,000 บาท |
ร้อยละ 0 |
ร้อยละ 20 |
| 300,001 – 3,000,000 บาท |
ร้อยละ 15 |
ร้อยละ 20 |
| ตั้งแต่ 3,000,001 บาทขึ้นไป |
ร้อยละ 20 |
ร้อยละ 20 |
โดย SME หมายถึง นิติบุคคลที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท และมีรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท
- การยื่นแบบเสียภาษี:
- ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปี (ภ.ง.ด. 51) ภายใน 2 เดือน นับจากวันสุดท้ายของทุก 6 เดือนแรกของรอบระยะเวลาบัญชี
- ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลสิ้นปี (ภ.ง.ด. 50) ภายใน 150 วัน นับจากวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี
ในบทความถัดไป จะเขียนเกี่ยวกับการจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม หน้าที่ที่พึงกระทำ ตลอดจนข้อดีข้อเสีย