รูปแบบการเปิดร้านขายยาและการเสียภาษี

8 มกราคม 2563

          การเปิดร้านขายยาอาจมีทั้งร้านขายยาที่เจ้าของเปิดเอง หรือร้านขายยาที่เป็นแฟรนไชส์ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นแบบใดการเปิดร้านขายยาสามารถดำเนินการได้ทั้งในรูปแบบบุคคลธรรมดา และรูปแบบนิติบุคคล ซึ่งรูปแบบการประกอบกิจการที่ต่างกันมีผลต่อหน้าที่ในการทำบัญชีและการเสียภาษีที่แตกต่างกันดังนี้

  1. ร้านขายยารูปแบบบุคคลธรรมดา ไม่มีหน้าที่ต้องจัดทำบัญชีตาม พ.ร.บ. การบัญชี พ.ศ. 2543 และเสียภาษีตามฐานเงินได้พึงประเมิน ตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
  2. ร้านขายยารูปแบบนิติบุคคล มีหน้าที่ต้องจัดทำบัญชีตาม พ.ร.บ. การบัญชี พ.ศ. 2543 และเสียภาษีตามฐานกำไรสุทธิ ตามอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล


รายได้และค่าใช้จ่ายของร้านขายยา
      รายได้ของร้านขายยาประกอบด้วย

  • รายได้จากการขายยาซึ่งเกิดจากการขายให้ผู้ค้าปลีกและขายให้แก่ผู้บริโภคทั่วไป
  • รายได้จากการส่งเสริมการขายได้แก่ เงินอุดหนุน เงินสนับสนุน เงินช่วยเหลือ เงินส่วนลด ซึ่งผู้ผลิตหรือผู้จัดจำหน่ายมอบให้แก่ร้านค้าเนื่องจากมีการซื้อสินค้าเพื่อนำไปขายต่อ
  • รายได้ค่าบริการคัดกรองเบื้องต้นกรณีทำสัญญาเข้าร่วมโครงการพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังต่อเนื่องของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กับสมาคมเภสัชกรรมชุมชน (ประเทศไทย)
  • รายได้อื่น ๆ เช่น รายได้ดอกเบี้ย กำไรขาดทุนจากการจำหน่ายสินทรัพย์

     
      ค่าใช้จ่ายของร้านขายยาประกอบด้วย

  • ต้นทุนขาย ซึ่งเป็นต้นทุนของสินค้าที่จำหน่ายไปในระหว่างงวด
  • เงินเดือน ค่าจ้างและสวัสดิการเพิ่มอื่น ๆ
  • ค่าสาธารณูปโภค
  • ค่าใบประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม (Licensed Pharmacy)
  • ค่าทำบัญชี และค่าสอบบัญชี
  • ค่าเสื่อมราคา และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ

          สำหรับร้านขายยาที่เป็นบุคคลธรรมดาและไม่ได้เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (เช่น รายรับไม่ถึง 1.8 ล้านบาท) มีหน้าที่ต้องทำบัญชีหรือรายงานรายได้และรายจ่ายเป็นประจำวัน แต่ไม่ต้องจัดทำงบการเงิน ตามมประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 161) ในขณะที่ร้านยาที่เป็นนิติบุคคล มีหน้าที่ต้องจัดทำงบการเงินตาม พ.ร.บ. การบัญชี พ.ศ. 2543 ได้แก่ งบดุล งบกำไรขาดทุน และงบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของเจ้าของ และต้องมีผู้สอบบัญชีรับอนุญาตตรวจสอบและรับรองบัญชี
 

      ร้านขายยาและการเสียภาษี

          1. ในกรณีที่ร้านขายยามีลักษณะเป็นบุคคลธรรมดา จะมีหน้าที่ในการเสียภาษีเช่นเดียวกับบุคคลธรรมดาทั่วไป โดยคำนวณภาษีจากฐานเงินได้พึงประเมินดังนี้

  • ประเภทของเงินได้: รายได้จากการขาย หรือได้รับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับที่สามารถคำนวณได้เป็นเงินซึ่งได้รับจริงตามเกณฑ์เงินสด กิจการต้องนำมารวมเป็นเงินได้พึงประเมิน ซึ่งเงินได้ของรายขายยานั้น นับเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(8) เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่ง หรือการอื่นที่มิได้ระบุในประเภท 1 - 7 ตามประมวลรัษฎากร
  • ค่าใช้จ่าย: ในการหักค่าใช้จ่ายสำหรับเงินได้ประเภท 40(8) นั้นสามารถทำได้ 2 วิธีคือ (1) หักค่าใช้จ่ายเป็นเหมาร้อยละ 60 หรือ (2) หักค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงตามความจำเป็นและสมควร โดยต้องมีหลักฐานยืนยัน
  • ค่าลดหย่อน: สามารถหักค่าลดหย่อนเพิ่มเติมอาทิ ค่าลดหย่อนส่วนตัว เบี้ยประกันชีวิต ดอกเบี้ยเพื่อที่อยู่อาศัย เป็นต้น
  • คำนวณเงินได้สุทธิจาก เงินได้พึงประเมินหักค่าใช้จ่าย หักค่าลดหย่อน เพื่อเสียภาษีตามอัตราที่กำหนด โดยให้เปรียบเทียบภาษีที่คำนวณได้กับร้อยละ 0.5 ของเงินได้พึงประเมิน และให้เสียภาษีจากจำนวนที่คำนวณได้สูงกว่า
  • อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับปีภาษี 2561

 

เงินได้สุทธิต่อปี อัตราภาษี
0 – 150,000 บาท ได้รับการยกเว้น
150,001 – 300,000 บาท ร้อยละ 5
300,001 – 500,000 บาท ร้อยละ 10
500,001 – 750,000 บาท ร้อยละ 15
750,001 – 1,000,000 บาท ร้อยละ 20
1,000,001 – 2,000,000 บาท ร้อยละ 25
2,000,001 – 5,000,000 บาท ร้อยละ 30
ตั้งแต่ 5,000,001 บาทขึ้นไป ร้อยละ 35

 

  • การยื่นแบบเสียภาษี:
    • ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปี (ภ.ง.ด. 94) เฉพาะเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 5 – 8 ที่ได้รับตั้งแต่มกราคม ถึงมิถุนายน ภายในเดือนกันยายนของปีภาษี และ 
    • ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสิ้นปี (ภ.ง.ด. 90) สำหรับเงินได้พึงประเมินทุกประเภท ที่ได้รับตั้งแต่มกราคม ถึงธันวาคม ภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป

          2. ในกรณีที่ร้านขายยามีลักษณะเป็นนิติบุคคล ไม่ว่าจะเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล จะมีหน้าที่ในการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยคำนวณภาษีจากฐานกำไรสุทธิดังนี้

  • รายได้: คำนวณจากรายได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่ได้รับหรือพึงได้รับในรอบระยะเวลา      บัญชี ตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร
  • หัก รายจ่ายและรายจ่ายพึงต้องจ่าย ในระยะเวลาบัญชีตามมาตรา 65 ทวิ และ 65 ตรี แห่ง ประมวลรัษฎากร
  • คำนวณกำไรสุทธิจาก รายได้หักรายจ่ายและรายจ่ายพึงต้องจ่าย เพื่อเสียภาษีตามอัตราที่กำหนด
  • อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับปีภาษี 2561

 
 

ช่วงกำไรสุทธิ สำหรับ SME สำหรับ non-SME
ไม่เกิน 300,000 บาท ร้อยละ 0 ร้อยละ 20
300,001 – 3,000,000 บาท ร้อยละ 15 ร้อยละ 20
ตั้งแต่ 3,000,001 บาทขึ้นไป ร้อยละ 20 ร้อยละ 20

โดย SME หมายถึง นิติบุคคลที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท และมีรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท

 

  • การยื่นแบบเสียภาษี:
    • ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปี (ภ.ง.ด. 51) ภายใน 2 เดือน นับจากวันสุดท้ายของทุก 6 เดือนแรกของรอบระยะเวลาบัญชี 
    • ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลสิ้นปี (ภ.ง.ด. 50) ภายใน 150 วัน นับจากวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี

          ในบทความถัดไป จะเขียนเกี่ยวกับการจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม หน้าที่ที่พึงกระทำ ตลอดจนข้อดีข้อเสีย

Chat

เครื่องมือช่วยเหลือ

ขนาดตัวอักษร

ก ก ก