5 สิงหาคม 2563
ตลาดยาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นับว่ามีอัตราการเติบโตในระดับที่สูง ซึ่งตลาดยาในประเทศไทยมีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 2 รองจากอินโดนีเซีย โดยตลาดยาไทยมีมูลค่าตลาดประมาณ 2.34 แสนล้านบาท ในปี 2561 และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 3 ถึง 5 ต่อปี ในภาพรวม อุตสาหกรรมยาของไทยอยู่ในขั้นปลายของห่วงโซ่อุปทานซึ่งเป็นการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศมาทำการผลิตเป็นยาสำเร็จรูป ดังนั้น ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่จึงเป็นยาชื่อสามัญที่มีมูลค่าเพิ่มไม่สูงมาก อย่างไรก็ตาม จุดแข็งของตลาดยาไทยคือการควบคุมความปลอดภัยและมาตรฐานการผลิตในระดับสูงจนได้รับความมั่นใจจากนานาชาติ ซึ่งนับเป็นจุดแข็งที่สำคัญสำหรับผู้ประกอบการในการผลิตยาเข้าสู่ตลาดรวมถึงการส่งออกยาไปจำหน่ายยังประเทศเพื่อนบ้าน นอกจากนี้ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและการเข้าถึงการรักษาโรคผ่านระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการขยายตัวของตลาดยาในประเทศไทย
อุตสาหกรรมยาของไทยควรเร่งพัฒนาคุณภาพและเพิ่มนวัตกรรมเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับยาชื่อสามัญ นอกจากนี้ ภาครัฐควรให้การสนับสนุนผู้ประกอบการที่สนใจพัฒนายาชีววัตถุซึ่งมีโอกาสเติบโตสูงในอนาคต โดยจากแนวโน้มของตลาดโลกจะพบว่า การมุ่งเน้นเทคโนโลยีและนวัตกรรมจะช่วยลดข้อจำกัดด้านขนาดและเงินทุนของกิจการลงได้ นอกจากนี้ ผู้ประกอบการควรให้ความสนใจกับการพัฒนายาชีววัตถุที่ตลาดมีขนาดใหญ่อาทิ ยาชีววัตถุกลุ่มที่รักษาโรคมะเร็ง ยาชีววัตถุกลุ่มที่รักษาโรคเบาหวาน เป็นต้น
Disclaimer
บทความฉบับนี้จัดทำเพื่อเผยแพร่ทั่วไป โดยจัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่น่าเชื่อถือ แต่ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) มิอาจรับรองความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ หรือความสมบูรณ์เพื่อใช้ในทางการค้าหรือประโยชน์อื่นใด ศูนย์ฯอาจมีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงข้อมูลได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ทั้งนี้ผู้ใช้ข้อมูลต้องใช้ความระมัดระวังในการใช้ข้อมูลต่างๆ ด้วยวิจารณญาณของตนเอง และรับผิดชอบในความเสี่ยงทั้งสิ้น ศูนย์ฯจะไม่รับผิดต่อผู้ใช้หรือบุคคลใดในความเสียหายใดจากการใช้ข้อมูลดังกล่าว ข้อมูลในรายงานฉบับนี้จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็น หรือคำแนะนำในการตัดสินใจทางธุรกิจ แต่อย่างใดทั้งสิ้น