2 พฤษภาคม 2565
2 พฤษภาคม 2565 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดงาน “3 ปี อว. กับความสำเร็จในการปฏิรูปการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ” เวลา 10:00-12:00 น. ณ โรงแรมพูลแมน คิงเพาเวอร์ กรุงเทพฯ โดย ศ. (พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.อว. เป็นประธานกล่าวเปิดงาน โดยมี พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง อดีตรองนายกรัฐมนตรี, ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีต รมว.อว., นายแพทย์ ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ อดีต รมว.ศึกษาธิการ, ศาสตราจารย์คลินิก เกียรติคุณ นายแพทย์ อุดม คชินทร อดีต รมช.ศึกษา ให้เกียรติเข้าร่วมงาน พร้อมด้วย รศ. (พิเศษ) ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการ และโฆษกกระทรวง อว., ดร.พัชรินรุจา จันทโรนานนท์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว., ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวง อว., ผู้บริหารระดับสูงและผู้บริหารหน่วยงานกระทรวง อว. โดย ดร.ชัยรัตน์ อุทัยพิบูลย์ รองผู้อำนวยการ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ ได้เข้าร่วมงานดังกล่าวด้วย
ศ. (พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.อว. กล่าวว่า “อว. เป็นกระทรวงที่ใหญ่อีกหนึ่งกระทรวง มีศาสตราจารย์หลายพันคน มีดอกเตอร์หลายหมื่นคน และมีบุคลากรที่มีคุณภาพ กว่า 3 ปีที่ผ่านมา อว. มีผลงานที่มากมายจนเราเองก็คาดไม่ถึง เปรียบเป็นรถ ก็วิ่งได้เร็วมาก ที่สำคัญ อว. คือ ผลงานของรัฐบาล โดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่สนับสนุนให้เกิดกระทรวงนี้ขึ้น ขณะที่ผลงานการปฎิรูปอุดมศึกษา ได้แบ่งมหาวิทยาลัยออกเป็น 5 กลุ่ม แต่ละกลุ่มเก่งในด้านของตนเอง เช่น มหาวิทยาลัยราชภัฏ เป็นเลิศด้านการพัฒนาพื้นที่และท้องถิ่น โดยมีอาจารย์และนักศึกษาบวกกับความรู้มาร่วมกันพัฒนาเชิงพื้นที่ ส่วนมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล เป็นเลิศด้านเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับชุมชนซึ่งสามารถนำไปใช้ได้ทันที นอกจากนั้น ยังมีการเพิ่มแนวทางการขอตำแหน่งวิชาการเพิ่มเติม จากเดิมที่ใช้เฉพาะงานวิจัยและตำราวิชาการ วันนี้มีการเพิ่มช่องทางความสามารถให้ใช้ผลงานศิลปะ ผลงานนวัตกรรม ในการขอตำแหน่งวิชาการได้ ดังนั้น ชาวมหาวิทยาลัยต้องตื่นตัว ต้องรู้ประเภทที่ตนเองเก่ง และรู้ว่าจะเข้าสู่ตำแหน่งวิชาการในแบบที่ตนเก่งอย่างไร
“เราทำหลักสูตรแซนบอกซ์ (Sandbox) เพื่อให้เท่าทันโลก ตามความเปลี่ยนแปลงของโลก หลักสูตรใหม่ๆ อาจขัดกับเกณฑ์เดิมๆ ก็สามารถใช้กลไกการจัดการศึกษาที่ต่างจากมาตรฐานเดิม ยกเว้นเกณฑ์เดิมๆ ได้ เช่น ให้เรียนจบได้เร็วขึ้น หรือให้เรียนกับคนที่ไม่ใช่ดอกเตอร์ก็ได้ ตามความต้องการของเอกชน ขณะนี้เรากำลังผลิตวิศวกรพันธุ์ใหม่ 1 หมื่นคน และนักวิทยาศาสตร์ 1 หมื่นคนตามความต้องการของนักลงทุนเพื่อให้ไปทำงานที่โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกหรือ EEC”
ศ. (พิเศษ) ดร.เอนก กล่าวเพิ่มเติม “ขณะที่ผลงานด้านวิทยาศาสตร์ มีผลงานมากมาย เช่น เครื่องโทคาแมค หรือดวงอาทิตย์จำลอง ซึ่งจะผลิตนิวเคลียร์ฟิวชั่น หรือพลังงานสะอาดให้ประเทศในอนาคต และมีที่ไทยเพียงที่เดียวในอาเซียน เรากำลังจะมีเครื่องซินโครตรอน เครื่องที่ 2 ระดับพลังงาน 3GeV แห่งแรกของภูมิภาคเอเชียแผซิฟิค ฝีมือนักวิจัยไทย เราส่งเสริม สนับสนุนให้คนไทยได้คิดค้นและผลิตงานนวัตกรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้ได้มากที่สุด ไม่ใช่การซื้อของทันสมัยมาใช้จากต่างประเทศ โดยมีปรากฎการณ์เหมือนญี่ปุ่น เกาหลีในวันที่กำลังพัฒนา เพื่อที่จะเป็นเจ้าของเทคโนโลยีเองได้ นอกจากนั้น ยังมีโครงการส่งดาวเทียมไปโคจรรอบดวงจันทร์ได้ ภายใน 6-7 ปี โดยมีเด็กรุ่นใหม่อายุ 30 - 40 ปี จากทุกภาคของประเทศไทยไปร่วมวิจัย ทำให้ประชาชนชาวไทยเห็นว่า คนไทยเก่ง ไม่จมอยู่กับการเป็นประเทศด้อยพัฒนาไปเรื่อยๆ แต่เราจะเป็นประเทศที่พัฒนาได้ เราไม่ได้เก่งแต่ด้านศิลปะ แต่เราเก่ง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้วย”
ด้าน ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวง อว. กล่าวว่า “การปฎิรูปการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของ อว.ทำให้เห็นอนาคตของประเทศอย่างแท้จริง เป็นครั้งแรกที่เห็นการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะด้านอุดมศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม ในขณะที่ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมการปฏิรูปเริ่มผลิดอกออกผล โดยเฉพาะการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยทุกมิติ โดยได้จัดทำ พ.ร.บ. ส่งเสริมการใช้ประโยชน์งานวิจัยและนวัตกรรม ซึ่งเป็นกฎหมายที่สนับสนุนให้ผู้รับทุน หรือนักวิจัยที่ได้รับทุนจากหน่วยงานของรัฐได้สิทธิเป็นเจ้าของผลงานวิจัย และนวัตกรรมที่เกิดจากการประดิษฐ์คิดค้นของผู้รับทุนเองได้ นอกจากนี้ ยังให้ทุนสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาแก่ภาคเอกชน เพื่อส่งเสริมให้ภาคเอกชนไทย โดยเฉพาะเอสเอ็มอี และสตาร์ทอัพสามารถพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมได้เองอีกด้วย”